Menu Close

โรคคลั่งผอม

         ผู้หญิงชอบอวดรูปร่าง หน้าตา กันอยู่แล้วในสังคมปัจจุบัน ผู้หญิงหลายๆ คน จึงเลือกที่จะเข้าสู่โหมดไดเอทลดหุ่นให้ผอมเพรียว แขนขาเล็กเรียว เพื่อจะได้แช๊ะภาพมาอวดทางโลกโซเชี่ยลกับเพื่อนๆ แต่ในบางรายเมื่อ ยิ่งผอม ยิ่งกลัวอ้วนจนทำให้กลายเป็น โรคคลั่งผอม แล้วโรคนี้จะมีลักษณะอาการอย่างไรไปดูกันเลย 

โรคคลั่งผอม คืออะไร?

โรคคลั่งผอม หรือโรคอะนอเร็กเซีย เป็นความผิดปกติทางจิตใจชนิดหนึ่ง ที่ผู้ป่วยจะจดจ่อหมกมุ่นกับรูปร่างของตนเอง ต้องการให้ตนผอมลงเรื่อยๆ กลัวอย่างรุนแรงว่าตนเองจะอ้วน แม้ว่าจะผอมอยู่แล้ว หรือยิ่งผอมยิ่งกลัวอ้วนนั่นเอง ผู้ป่วยที่จัดว่าเป็นโรคคลั่งผอม คือผู้ที่น้ำหนักตัวลดลงลงอย่างน้อย จากน้ำหนักตัวปกติ ทำให้ผู้ป่วยจำกัดปริมาณอาหารที่ตนเองกิน หรือออกกำลังกายอย่างหนัก เพื่อให้น้ำหนักตัวลดลง

คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคคลั่งผอม จะไม่มีความอยากอาหารโดยอัตโนมัติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ป่วยโรคคลั่งผอมจำนวนมาก ยังมีความอยากอาหารอยู่ แต่เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้น ร่างกายของผู้ป่วย จะเกิดอาการปฏิเสธที่จะรับอาหารเข้าสู่ร่างกาย ทำให้แม้ว่าจะพยายามกินอาหารเข้าไป ก็จะอาเจียนอาหารเหล่านั้นออกมา โดยที่ไม่สามารถควบคุมได้

ใครเป็นโรคคลั่งผอมบ้าง

โรคคลั่งผอมจะพบได้มากในผู้หญิง มักเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น แต่ก็พบได้ในช่วงอายุอื่นเช่นกัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับรูปร่างของตนเอง เช่น นักแสดง นางแบบ หรือนักกีฬา มักเป็นผู้ที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้สูง และกับบางกลุ่มบุคคลที่ได้รับคำพูดกระทบกระทั่งเรื่องรูปร่าง จนทำให้สภาพจิตใจแย่ลง เครียดได้ง่าย และอาจมี โรคซึมเศร้า ร่วมด้วย

อาการของโรคคลั่งผอม

น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน

ยังลดน้ำหนัก หรือจำกัดปริมาณอาหารต่อไป แม้ว่าจะผอมแล้ว หรือมีน้ำหนักตัวต่ำมาก

มีพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ เช่น แอบกินอาหารโดยไม่ให้ใครรู้

รู้สึกว่าอ้วนอยู่ตลอดเวลา แม้เมื่อมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์

ไม่สามารถประเมินน้ำหนักตัวที่เหมาะสมตามความเป็นจริงได้

ค้นหาความสมบูรณ์แบบอยู่เสมอ และกดดันตัวเองอย่างหนัก

มีอาการหดหู่ ซึมเศร้า กระวนกระวาย หรือหงุดหงิดง่าย

ในผู้หญิง มักมีอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือไม่มาเลย

มีการใช้ยาถ่าย ยาขับปัสสาวะ และยาลดความอ้วน

กินอาหารแล้วก็ต้องเอามือล้วงคอให้อ้วกออกมา

การรักษาโรคคลั่งผอม

ผู้ป่วยอาจปฏิเสธว่าตนไม่ได้ป่วยเป็นโรคนี้ และไม่ยอมเข้ารับการรักษา หรือกลัวว่าตนเองจะอ้วน เพื่อต้องเพิ่มน้ำหนักตัวให้ขึ้นมาอยู่ในระดับปกติ การรักษาจึงมักใช้หลายๆ วิธีพร้อมกัน เช่น

การรักษาทางจิตวิทยา: เน้นไปที่การปรับความคิด และทัศนคติของผู้ป่วย รวมถึงการสร้างความคิดเชิงบวกเกี่ยวกับการกินอาหาร และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น

การใช้ยา: อาจมีการใช้ยาต้านซึมเศร้าร่วมในการรักษา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมความกระวนกระวาย และอาการซึมเศร้า ที่เกิดจากพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ

ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ สอนผู้ป่วยเรื่องการกินอาหารเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี และการมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม รวมไปถึงความสำคัญของ การกินอาหารตรงตามหลักโภชนาการ

การบำบัดแบบกลุ่มแรงสนับสนุนจากครอบครัว มีส่วนสำคัญมากในการรักษา สมาชิกครอบครัวควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และสังเกตพฤติกรรมที่ผิดปกติของผู้ป่วยได้ รวมไปถึงการให้กำลังใจ และแสดงความห่วงใยต่อผู้ป่วย

เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล: การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล อาจเป็นสิ่งจำเป็นหากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น มีอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรง หรือมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย รวมไปถึงอาการอื่น ๆ ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น มีอาการขาดน้ำ เกิดภาวะสารอาหาร ไตวาย หรืออัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต