• สุขภาพ

     อาหารที่ห้ามกินสำหรับคนไอ

    ไอบ่อย ไม่หายสักที คือ หนึ่งในอาการที่มักมาคู่กันเมื่อเรามีอาการ เป็นหวัด เป็นไข้ น้ำมูกไหล ซึ่งอาการ น้ำมูกไหลลงคอ นี่เอง ที่ทำให้เราไอ เนื่องจาก ร่างกายจะพยายามทำให้ปอด และทางเดินหายใจโล่งขึ้น เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าไปในทางเดินหายใจ ทั้งนี้ อาหารบางอย่าง ก็มีส่วนช่วยทำให้เราไอหนักกว่าเดิมได้ แล้วมีอะไรบ้างนะที่เป็น อาหารที่ห้ามกินสำหรับคนไอมาดูกันเลย อาหารที่มีรสหวานจัด เช่น ของหวาน ขนมหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้สำเร็จรูป และน้ำหวานทุกชนิด เนื่องจากน้ำตาลในอาหาร ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการอักเสบ และการติดเชื้อในร่างกาย ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นหวัด อาการไม่ดีขึ้น หรืออาจมีอาการหนักกว่าเดิมก็ได้ ช่วงที่ไอมาก จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน ๆ เป็นการชั่วคราว อาหารหรือเครื่องดื่มเย็นๆ ความเย็น เป็นอีกหนึ่งตัวการที่กระตุ้นให้เกิดอาหารไอ ช่วงที่เราเป็นหวัด และมีอาการไอ จึงควรหลีกเลี่ยงอาการ และเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่มีความเย็น เช่น น้ำเย็น น้ำแข็ง ไอศกรีม เป็นต้น อาหารรสจัด หรืออาหารมันๆ อาหารรสจัด และอาหารที่มีไขมันสูง เป็นอาหารที่ก่อให้การระคายเคืองภายในลำคอ และกระตุ้นให้เกิดอาการไอมากขึ้น ผลไม้ฤทธิ์เย็น แม้ว่าผลไม้จะอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ดีต่อร่างกาย แต่ก็ใช่ว่า เราจะกินผลไม้ทุกอย่างได้ตลอดเวลา เช่น ผลไม้ฤทธิ์เย็นอย่าง แตงโม แคนตาลูป หรือแตงไทย เพราะผลไม้ประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ที่มีน้ำมาก ทำให้เกิดการระคายเคืองภายในลำคอ แถมความเย็นในผลไม้ ยังไปกระตุ้นให้เกิดอาการไอมากขึ้น และทำให้หายใจไม่สะดวกด้วย ผลไม้ที่แข็ง ย่อยยาก และมีแป้งมาก นอกจากผลไม้ฤทธิ์เย็นแล้ว ผลไม้ที่อุดมไปด้วยแป้ง มีลักษณะแข็ง เช่น มะม่วงดิบ มะละกอ หรือกล้วย ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการไอได้เช่นกัน เพราะเมื่อเป็น ไข้หวัด ร่างกายจะมีอุณหภูมิที่สูงมากอยู่แล้ว การกินผลไม้ดังกล่าว จะทำให้ร่างกายต้องเผาผลาญพลังงานมาก ทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย และร่างกายก็จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น จนอาจทำให้ชักได้ นม และผลิตภัณฑ์จากนม แม้ว่านมจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่สำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนจากนมแล้ว การหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะผลิตภัณฑ์จากนม มีส่วนทำให้น้ำมูกข้น และเหนียวขึ้น จนอาจขัดขวางทางเดินหายใจ จนทำให้หายใจลำบากขึ้นกว่าเดิมได้ แต่ถ้าว่าหากคุณเป็นคนที่ไม่มีปัญหาอะไรกับดื่มนม หรือกินอาการที่ผลิตจากนม เช่น ดื่มนมอุ่น ๆ หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติ…

    Comments Off on  อาหารที่ห้ามกินสำหรับคนไอ
  • สุขภาพ

    อาหารแสลงสำหรับอาการคนไอ

    อาการไอบ่อยๆ ไม่หายสักที ไอจนลูกกระเดือกเจ็บไปหมดแล้ววว คือ หนึ่งในอาการที่มักมาคู่กันเมื่อเรามีอาการ เป็นหวัด เป็นไข้ น้ำมูกไหล ซึ่งอาการ น้ำมูกไหลลงคอ นี่เอง ที่ทำให้เราไอ เนื่องจาก ร่างกายจะพยายามทำให้ปอด และทางเดินหายใจโล่งขึ้น เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าไปในทางเดินหายใจ ทั้งนี้ อาหารบางอย่าง ก็มีส่วนช่วยทำให้เราไอหนักกว่าเดิมได้ แล้วมีอะไรบ้างนะ ที่เป็น อาหารแสลงสำหรับคนไอ  มาดูกันเลย อาหารที่มีรสหวานจัด เช่น ของหวาน ขนมหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้สำเร็จรูป และน้ำหวานทุกชนิด เนื่องจากน้ำตาลในอาหาร ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการอักเสบ และการติดเชื้อในร่างกาย ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นหวัด อาการไม่ดีขึ้น หรืออาจมีอาการหนักกว่าเดิมก็ได้ ช่วงที่ไอมาก จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน ๆ เป็นการชั่วคราว อาหารหรือเครื่องดื่มเย็น ๆ ความเย็น เป็นอีกหนึ่งตัวการที่กระตุ้นให้เกิดอาหารไอ ช่วงที่เราเป็นหวัด และมีอาการไอ จึงควรหลีกเลี่ยงอาการ และเครื่องดื่มต่าง ๆ ที่มีความเย็น เช่น น้ำเย็น น้ำแข็ง ไอศกรีม เป็นต้น อาหารรสจัด หรืออาหารมัน ๆ อาหารรสจัด และอาหารที่มีไขมันสูง เป็นอาหารที่ก่อให้การระคายเคืองภายในลำคอ และกระตุ้นให้เกิดอาการไอมากขึ้น ผลไม้ฤทธิ์เย็น แม้ว่าผลไม้จะอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ดีต่อร่างกาย แต่ก็ใช่ว่า เราจะกินผลไม้ทุกอย่างได้ตลอดเวลา เช่น ผลไม้ฤทธิ์เย็นอย่าง แตงโม แคนตาลูป หรือแตงไทย เพราะผลไม้ประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ที่มีน้ำมาก ทำให้เกิดการระคายเคืองภายในลำคอ แถมความเย็นในผลไม้ ยังไปกระตุ้นให้เกิดอาการไอมากขึ้น และทำให้หายใจไม่สะดวกด้วย ผลไม้ที่แข็ง ย่อยยาก และมีแป้งมาก นอกจากผลไม้ฤทธิ์เย็นแล้ว ผลไม้ที่อุดมไปด้วยแป้ง มีลักษณะแข็ง เช่น มะม่วงดิบ มะละกอ หรือกล้วย ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการไอได้เช่นกัน เพราะเมื่อเป็น ไข้หวัด ร่างกายจะมีอุณหภูมิที่สูงมากอยู่แล้ว การกินผลไม้ดังกล่าว จะทำให้ร่างกายต้องเผาผลาญพลังงานมาก ทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย และร่างกายก็จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น จนอาจทำให้ชักได้ นม และผลิตภัณฑ์จากนม แม้ว่านมจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่สำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนจากนมแล้ว การหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะผลิตภัณฑ์จากนม มีส่วนทำให้น้ำมูกข้น และเหนียวขึ้น จนอาจขัดขวางทางเดินหายใจ จนทำให้หายใจลำบากขึ้นกว่าเดิมได้ แต่ถ้าว่าหากคุณเป็นคนที่ไม่มีปัญหาอะไรกับดื่มนม…

    Comments Off on อาหารแสลงสำหรับอาการคนไอ
  • สุขภาพ

    กินยาแคปซูลมากๆ อันตรายมั้ย

    ปฎิเสธไม่ได้เวลาที่โรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นยังไงเราก็ต้องพึ่งยา แต่ก็มีคนกังวลว่า กินยาแคปซูลมากๆ จะเกิดอันตราย แต่เรื่องจริงแล้วยาแคปซูลมีส่วนประกอบมาจากอะไร และเป็นอันตรายต่อร่างกายหากกินมากๆ จริงหรือไม่ วันนี้เราไปหาคำตอบมาให้แล้วไปดูกัน ยาแคปซูล คืออะไร? ยาแคปซูล เป็นรูปแบบยาที่มีลักษณะของยาที่ลื่น ทำให้กลืนง่าย เปลือกแคปซูล หรือปลอกแคปซูลที่บรรจุยา ส่วนมากทำมาจากเจลาติน น้ำ และสี โดยการแปรรูปคอลลาเจนที่มีอยู่ในผิวหนัง และกระดูกสัตว์ เช่น วัว หมู เปลือกแคปซูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ แคปซูลชนิดเปลือกแข็ง (Hard Gelatin Capsules) เช่น ผงยา ผงแกรนูล หรือยาเม็ดเล็กๆ ได้ แคปซูลชนิดเปลือกนิ่ม (Soft Gelatin Capsules) มักใช้บรรจุยา หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นของเหลว เช่น วิตามิน น้ำมันต่างๆ ทำไมต้องมียาแคปซูล? ประโยชน์ของแคปซูล นอกจากช่วยนำส่งยาแล้ว ยังช่วยในเรื่องการกลบกลิ่น และรสที่ไม่ดีของยา และยังสามารถใช้ระบุเอกลักษณ์ของยา แยกชนิดของยาแต่ในผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถรับประทานยาแคปซูลทั้งแคปซูลได้ อาจแกะเปลือกแคปซูลแล้วละลายยาให้ผู้ป่วยได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าแคปซูลทุกชนิดจะสามารถแกะออกมา แล้วเอายาละลายน้ำรับประทานได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของแคปซูล และชนิดของตัวยาที่บรรจุอยู่ในแคปซูลด้วย ดังนั้น แนะนำให้กลืนยาทั้งแคปซูลมากกว่าแกะเปลือกแคปซูลแล้วนำยามาละลายน้ำ โดยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนแกะแบ่งเม็ดยาในแคปซูล ยาแคปซูล กินมากๆ อันตรายต่อร่างกายหรือไม่? เรื่องแชร์ที่ว่าการกินยาแคปซูลมากๆ จะเป็นอันตรายจากตัวแคปซูลนั้น ถือว่าไม่เป็นจริง เพราะเปลือกแคปซูล ทำมาจากเจลาติน และน้ำ ซึ่งไม่เป็นอันตราย ส่วนสีจะใช้ในปริมาณที่เหมาะสมซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายเช่นเดียวกัน วิธีเก็บรักษายาแคปซูล ยาแคปซูลอาจจะติดกันหากเก็บไว้ในที่ร้อนชื้น ดังนั้นจึงควรเก็บเอาไว้ในที่แห้ง และไม่ร้อนจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเก็บเอาไว้ในตู้เย็น เพราะยาแคปซูลบางชนิดที่มีการเก็บไว้ในตู้เย็นที่มีความชิ้นสูง มักจะทำให้แคปซูลเยิ้มจนติดกันได้ ดังนั้นจึงควรอ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์ให้ละเอียดว่ายาแต่ละชนิดควรเก็บรักษาอย่างไรจึงจะดีที่สุด  

    Comments Off on กินยาแคปซูลมากๆ อันตรายมั้ย
  • สุขภาพ

    โรคไข้เลือดออก

           ไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากยุงซึ่งเป็นพาหะของโรค ไข้เลือดออกนอกจากจะเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนชื้น และก่อให้เกิดความกังวลต่อผู้ปกครองเวลาเด็กมีไข้ และมักพบบ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยเฉพาะช่วงอายุ 2-8 ขวบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ใหญ่จะไม่มีโอกาสเป็นโรคไข้เลือดออกได้ โดยเฉพาะต้องอาศัยอยู่ในแหล่งที่ชุกชุมไปด้วยยุงตัวร้าย โรคไข้เลือดออกต้องระวังยุงชนิดไหน           ยุงลายเป็นพาหะตัวร้ายของโรคไข้เลือดออก ทางที่ดีที่จะป้องกันโรคไข้เลือดออกในเบื้องต้น คือการป้องกันตัวเองและคนรอบข้างไม่ให้โดนยุงกัด โดยเฉพาะยุงลาย ถ้ากำจัดลูกน้ำยุงลายบริเวณรอบ ๆ บ้านได้จะยิ่งดี ยุงลายชอบกัดตอนไหน ช่วงไหนควรระวังพาหะไข้เลือดออก           ยุงลายที่กัดเราแล้วจะทำให้เป็นโรคไข้เลือดออกมีเฉพาะยุงลายตัวเมียเท่านั้น เพราะยุงลายตัวเมียต้องการโปรตีนจากเลือดเพื่อสร้างไข่ และมักจะออกหาเหยื่อในช่วงกลางวันมากกว่ากลางคืน ฉะนั้นช่วงกลางวันจึงเป็นช่วงเวลาอันตรายที่ต้องเลี่ยงไม่ให้ถูกยุงกัดมากที่สุด แต่ทั้งนี้ช่วงเวลาไหน ๆ ก็อย่ายอมให้ยุงมาดูดเลือดเลยน่าจะปลอดภัยกว่า        อาการของ ไข้เลือดออก ไม่จำเพาะอาการมีได้หลายอย่าง ในเด็กอาจจะมีเพียงอาการไข้และผื่น ในผู้ใหญ่ที่เป็น ไข้เลือดออก อาจจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ หากไม่คิดว่าเป็นโรค ไข้เลือดออก อาจจะทำให้การรักษาช้า ผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิต ทั้งนี้ ลักษณะที่สำคัญของ ไข้เลือดออก มีอาการสำคัญ 4 ประการคือ  ไข้สูงลอย : ไข้ 39-40 องศาเซลเซียส มักมีหน้าแดง โดยมากไม่ค่อยมีอาการน้ำมูกไหลหรือไอ เด็กโตอาจมีอาการปวดเมื่อยตามตัว และปวดศีรษะ อาการไข้สูงมักมีระยะ 4-5 วัน  อาการเลือดออก : เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในกระเพาะ โดยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ มีจุดเลือดออกตามตัว  ตับโต  ความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด หรือช็อก : มักจะเกิดช่วงไข้จะลด โดยผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รอบปากเขียว อาจมีอาการปวดท้องมาก ก่อนจะมีอาการช็อก ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ   ตับอักเสบจากไข้เลือดออก อีกหนึ่งอาการที่ต้องระวัง        อาการตับอักเสบอย่างรุนแรง สามารถพบได้ในผู้ป่วยไข้เลือดออกเช่นกัน โดยจะเกิดขึ้นกรณีที่เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายตับ หรือเกิดจากการที่ตับถูกทำลายเพราะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้นหากมีอาการไข้เลือดออกแล้วก็ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากเกิดอาการตับอักเสบจะได้ทำการรักษาได้ทันท่วงที  ลักษณะตุ่มไข้เลือดออก           ตุ่มโรคไข้เลือดออกจะคล้ายกับตุ่มยุงกัดทั่วตัว และใกล้เคียงกับผื่นจากโรคหัด แต่จะสังเกตได้ว่า ถ้าเป็นไข้เลือดออกจะไม่มีอาการไอหรือน้ำมูกไหล และจุดเลือดออกของโรคไข้เลือดออกจะไม่รู้สึกสากมือเหมือนโรคหัด และเวลากดดึงผิวหนังให้ตึงจะไม่จางหายไปเหมือนจุดถูกยุงกัดธรรมดา ซึ่งถ้ามีอาการตามนี้ร่วมกับมีไข้สูงตลอดเวลา ควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยด่วน  ไข้เลือดออกมีกี่ระยะ           ระยะฟักตัวของไข้เลือดออกจะอยู่ในช่วง 3-5 วัน และอาการไข้เลือดออกสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ…

    Comments Off on โรคไข้เลือดออก
  • บทความทั่วไป

    วิธีใช้ชีวิตคนเดียว ให้มีความสุข

    หลายคนคงมีความคิดอยากอยู่คนเดียว การอยู่คนเดียวเป็นสิ่งที่ดี เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้เวลาในการอยู่คนเดียวอาจจะส่งผลเสียแต่สุขภาพจิตของคุณบ้างในบางครั้ง แต่ในทางกลับกันมันก็ช่วยทำให้คุณลดการคิดลบ ความรู้สึกแย่ ๆ ที่เป็นต้นเหตุของอาการซึมเศร้า ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคุณได้ในอนาคต ผลที่ตามมาคือมันจะสอนให้คุณรู้จักบาลานซ์อารมณ์ของตัวเอง และนั่นแหละคือผลลัพธ์ที่ได้จากการอยู่คนเดียว เราจะมาดูกัน  วิธีการเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวอย่างมีความสุข ทำให้การอยู่คนเดียวเป็นเรื่องปกติ การมีเพื่อนและครอบครัวที่สนใจเราเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีได้เสมอ แต่เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ที่พวกเขาเหล่านั้นยุ่งจนไม่สามารถให้เวลากับเราได้เหมือนเก่า แน่นอนความรู้สึกน้อยใจหรือเสียใจย่อมเกิดขึ้นได้ ดังนั้นการรู้จักที่จะอยู่ตัวคนเดียวและทำให้มันกลายเป็นเรื่องปกติย่อมระงับอารมณ์เสียใจเหล่านั้นไปได้ โดยการฝึกที่จะอยู่กับตัวเองนั้นคุณอาจใช้เวลาไปกับสิ่งที่คุณชอบ ไม่ว่าจะเป็น การอ่านหนังสือ หยิบปากกาหรือดินสอมาเขียนหนังสือ ดูภาพยนตร์สนุก ๆ บนเน็ตฟลิกซ์ นั่งสมาธิหรือโยคะ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ช่วยทำให้คุณได้ฝึกฝนและอยู่กับตัวเองมากขึ้น เรียนรู้ที่จะรู้จักตนเอง โดยปกติเราสามารถจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้ ไม่ว่าจะรู้สึกมีความสุข รู้สึกโดดเดี่ยว หรือรู้สึกอยู่ตัวคนเดียว ความรู้สึกเหล่านั้นเป็นสิ่งที่คุณจะต้องใช้เวลาเรียนรู้ไปกับมัน และฝึกฝนการรู้จักตนเอง สังเกตว่าสิ่งไหนคือความสุขที่แท้จริง จากนั้นวางเป้าหมายและลงมือทำมัน ใช้เวลากับธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดที่เงียบสงบและสวยงามไปกว่าการอยู่กับธรรมชาติ คุณสามารถใช้เวลาไปกับการอยู่ในสวนและชมดอกไม้ที่แบ่งบาน พร้อมไปกับการอ่านหนังสือเล่มโปรดของคุณ การได้ฟังเสียงนกร้อง นอนมองท้องฟ้าที่มีเมฆรูปร่างแตกต่างกันออกไป หรือการมองดวงดาวที่ส่องแสงสว่าง ทุกอย่างที่กล่าวมาสามารถช่วยให้คุณผ่อนคลายได้ไม่มากก็น้อย ถ้าหากคุณเป็นคนที่แข็งแรงหรือชื่นชอบการเดินทาง ผมแนะนำให้คุณหยิบรองเท้าใส่เที่ยว หยิบเต็นท์นอน จัดกระเป๋าเดินทางเดินทาง  และออกเดินทางท่องเที่ยวไปกับธรรมชาติครับ พัฒนาตนเอง การพัฒนาตนเองนั้นอาจมีหลากหลายวิธีที่คุณรู้ อย่างเช่น คุณอาจเริ่มด้วยการเรียนดนตรีสักชนิด ไม่ว่าจะเป็น เปียโน หรือ กีต้าร์โปร่ง เขียนหนังสือ รวมถึงการคิดที่จะเริ่มธุรกิจสักอย่าง ฝึกฝนทักษะใหม่ ๆ หรือการเรียนภาษาเพิ่มเติม สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง พิจารณาว่าสิ่งไหนที่ทำให้คุณผ่อนคลายและมีความสุข สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นการเข้าร้านนวดแผนไทย อาบน้ำในอ่างที่เต็มไปด้วยฟองสบู่พร้อมกับจิบไวน์แดง หรือกินป็อปคอร์นพร้อมกับดูเน็ตฟลิกซ์ หยุดสนใจโลกแล้วหันมาสนใจตัวเองในช่วงเวลาพิเศษของคุณ เที่ยวคนเดียวในสถานที่ที่คุณอยากไป การเดินทางไปเที่ยวคนเดียวเป็นเรื่องสนุก คุณอาจรู้สึกว่าการไปเที่ยวคนเดียวเป็นเรื่องที่แปลก แต่อย่าคิดมากครับ จัดกระเป๋าของคุณและเดินทางไปเที่ยวในที่ที่คุณสนใจ หรือวิธีง่ายที่ง่ายที่สุด คือการเดินทางไปในรีสอร์ทสวย ๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เดินคนเดียวกลางเมืองใหญ่ แม้ว่าการเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวอาจหมายถึงการเก็บตัวอยู่ในบ้านและถอยให้ไกลห่างจากโลกแห่งความวุ่นวาย แต่ในบางครั้งมันอาจไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป คุณสามารถใช้ช่วงเวลาที่ดีไปกับการเดินใจกลางเมืองและทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือหรือดื่มกาแฟในสวนสาธารณะ อีกตัวเลือกหนึ่งคือการไปทะเล ความรู้สึกที่ได้ฟังเสียงคลื่นและมีลมปะทะหนาเบา ๆ ช่วยทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างน่าเหลือเชื่อ อยู่ให้ห่างโทรศัพท์ การเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวนั้นคุณจำเป็นต้องไปให้สุดทาง ซึ่งนั่นรวมถึงการอยู่ให้ห่างมือถือ เมื่อคุณอยู่ห่างมือถือคุณอาจสามารถทำอย่างอื่นแก้เบื่อได้เช่น การกินขนมหรือการฟังเพลงสนุก ๆ ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงที่จะทำอะไรแปลก ๆ ในบางครั้งคุณอาจรู้สึกว่าคุณโตมากเกินไปที่จะทำอะไรแปลก ๆ เหมือนที่ทำในวัยเด็ก แต่คุณจะไปสนใจทำไหมละ ความเป็นผู้ใหญ่ไม่สามารถทำให้คุณหยุดเต้นเมื่อฟังเพลงโปรดไปกับการใส่กางเกงในเพียงแค่ตัวเดียว การลิ้มรสไอศครี   มรสที่ชอบ การกินอาหารโปรด การทำกิจกรรมท้าทายอย่างการกระโดดร่ม ที่ทำให้อะดรีนาลีนในร่างกายของคุณพุ่งพล่าน หรือหยุดการร้องเพลงในร้านคาราโอเกะได้ ถึงแม้ว่าเสียงของคุณจะไม่ไพเราะเสนาะหูก็ตาม อย่ารู้สึกผิดกับสิ่งที่คุณผิดพลาด เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่งคุณจะเข้าใจว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของวงจรชีวิตของเราทุกคน ผมไม่ได้ต้องการสนับสนุนให้คุณทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า…

    Comments Off on วิธีใช้ชีวิตคนเดียว ให้มีความสุข
  • บทความทั่วไป

    วิธีการแคะหูให้ปลอดภัย

    คนส่วนใหญ่มักจะใช้ไม้แคะหูหรือก้านสำลีในการกำจัดหรือแคะขี้หูออก ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อหูชั้นในและแก้วหูทะลุได้ อีกทั้งในบางครั้งขี้หูที่มีปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เกิดความผิดปกติได้เช่นกัน เราได้นำวิธีกำจัดขี้หูที่ปลอดภัยและมีความเสี่ยงน้อยกว่ามาฝากกัน การแคะหู จำเป็นไหม  ขี้หูของคนเรานั้นช่วยปกป้องช่องหูและส่วนใหญ่สามารถหลุดออกได้เองตามธรรมชาติ แต่ในบางกรณีที่ขี้หูอาจไม่หลุดออกเองและสะสมจนกลายเป็นก้อนขี้หูที่มีขนาดใหญ่ แข็ง และเหนียว ทำให้เกิดภาวะขี้หูอุดตันและส่งผลให้มีอาการหูอื้อ ปวดหู ได้ยินเสียงในหู ได้ยินเสียงลดลงได้ ด้วยเหตุนี้ การกำจัดขี้หูจึงมีความจำเป็นในบางกรณีเท่านั้น วิธีแคะหูอย่างปลอดภัย อย่างที่ได้กล่าวไปว่าการใช้ไม้แคะหูหรือก้านสำลีในแคะเอาขี้หูออกอาจจะทำให้ขี้หูเข้าไปลึกมากขึ้น หากสอดเข้าไปลึกเกินหรือออกแรงมากไปอาจทำให้แก้วหูบาดเจ็บ ทะลุ มีเลือดออก หรือหูหนวก นอกจากนี้ บางคนอาจใช้เทียนหูหรือเทียนละลายขี้หู (Ear Candle) ในการกำจัดขี้หูออกจากช่องหู แต่วิธีนี้ไม่ช่วยในการกำจัดขี้หูแต่อย่างใด และอาจทำให้แก้วหูทะลุและหูหนวกได้  หากต้องการกำจัดขี้หูอาจลองใช้วิธีต่อไปนี้ หยดเบบี้ออย (Baby Oil) มิเนรัลออย (Mineral Oil) ไกลเซอรีน (Glycerine) หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) เข้าไปในหูเล็กน้อย ทิ้งไว้ 1-2 วัน เพื่อให้ขี้หูอ่อนตัวลงและหลุดออกได้ง่ายขึ้น ใช้กระบอกฉีดยาหรือลูกยางสูบน้ำอุ่น เอียงศีรษะและฉีดน้ำเข้าไปในหูในข้างที่ต้องการ รอสักครู่ จากนั้นเอียงศีรษะมาอีกข้างเพื่อให้ขี้หูหลุดออกมา สามารถฉีดน้ำและทำตามวิธีเดิมเพื่อกำจัดขี้หูที่หลงเหลืออยู่ เมื่อทำเสร็จ ใช้ผ้าซับหูด้านนอกให้แห้ง เพียงเท่านี้ก็ช่วยกำจัดขี้หู โดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บเข้าไปในหูได้แล้ว แม้ว่าวิธีนี้จะปลอดภัย แต่อาจไม่ได้ผลกับทุกคนและก็มีความเสี่ยงที่ขี้หูเข้าไปลึกมากขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ไม้แคะหูหรือก้านสำลีในการแคะหูแบบเดิมก็สามารถทำได้ แต่ควรทำด้วยความระมัดระวังและเลือกอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ หากเป็นไปได้ควรเลือกใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบสำหรับใช้กับหูโดยเฉพาะเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น สำหรับผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับหูไม่ควรกำจัดขี้หูด้วยตนเองไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม สุดท้ายนี้ ควรไปพบแพทย์หากทำวิธีข้างต้นแล้วพบว่าขี้หูอุดตันมากขึ้นหรือมีอาการอื่นเพิ่มเติม รวมถึงผู้ที่มีขี้หูอุดตันรุนแรงก็ควรไปพบแพทย์เช่นเดียวกัน ซึ่งแพทย์จะใช้เครื่องมือเฉพาะ ที่สามารถนำขี้หูออกมาได้อย่างปลอดภัย  

    Comments Off on วิธีการแคะหูให้ปลอดภัย
  • บทความทั่วไป

    สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนสอบเข้ามหาลัย

    หลายๆคนอาจจะกำลังเตรียมตัวเข้าเรียนมหาลัย เราจะมาบอกกับสิ่งที่ต้องเตรียมก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาฝากน้องๆทุกๆคนกันค่ะ ค้นหาตัวเองให้เจอ มีหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไร หรืออยากเข้าคณะอะไร มีหน้าที่เรียนไปเรื่อยๆ คณะก็เลือกตามเพื่อนๆเอา หรือเลือกตามที่พ่อแม่แนะนำให้เลือกเอา ซึ่งการเลือกเช่นนั้นเป็นวิธีการที่ผิดเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากว่าน้องๆเข้าไปเรียนแล้วไม่ชอบ ไม่ใช่ ก็อาจต้องเสียเวลาซิ่วไปเรียนคณะอื่น หรือต่อให้จบแล้วอาจจะต้องทนทำงานนั้นไปตลอดชีวิตก็คงจะไม่ดีแน่ๆ ดังนั้นน้องๆต้องค้นหาตัวเองให้เจอครับ ว่าเราชอบคณะอะไร ชอบทำอาชีพอะไร ซึ่งอาจทำได้โดยดูจากลักษณะนิสัยของตัวเอง ถามรุ่นพี่คณะต่างๆ หรือเข้าร่วมค่ายที่จัดโดยคณะต่างๆเพื่อค้นหาตัวเองให้เจอว่าคณะไหนนั้นใช่สำหรับเรา หาข้อมูลการสอบ วิธีการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยนั้นก็มีหลากหลายทางไม่ว่าจะเป็น รับตรงของมหาวิทยาลัยเอง โควต้าชนิดต่าง หรือจะเป็นการรับผ่านระบบของการสอบกลาง ก็แล้วแต่ ดังนั้นน้องๆก็ควรจะหาข้อมูลให้พร้อมว่าคณะที่เราอยากเข้านั้นรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อผ่านทางไหนบ้าง เพราะยิ่งเราทราบวิธีการรับนักเรียนมากวิธีเท่าไหร่โอกาสในการที่จะได้เข้าคณะนั้นๆก็ยิ่งสูงขึ้นไงครับ ถามรุ่นพี่คณะนั้นให้ชัวร์ การถามรุ่นพี่คณะนั้นๆไม่ใช่การถามถึงวันสอบ การยื่นคะแนน หรืออะไรแนวนั้นนะครับ แต่เป็นการถามถึงรูปแบบการเรียนในมหาวิทยาลัยของคณะนั้นๆ งานที่รองรับเมื่อจบแล้ว เพื่อที่น้องๆจะได้ทราบว่าการเข้าไปเรียนนั้นน้องๆจะเรียนได้รึป่าว เรียนไหวไหม หรือจบมาแล้วรูปแบบการทำงานลักษณะแบบนี้โอเคไหม เป็นต้น เตรียมจัดตารางการอ่านหนังสือ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นเราจะต้องแข่งขันกับนักเรียนทั้งประเทศ ดังนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอนใช่ไหมละครับ ดังนั้นน้องๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งม.6 จะมามัวแต่เล่น เที่ยว หรือเกเร ไม่ได้แล้วนะครับ น้องๆจะต้องมีการจัดตารางการอ่านหนังสือให้พร้อม โดยควรจัดตารางการอ่านหนังสือตั้งแต่เนิ่นๆ อาจจะตั้งแต่เปิดเทอมม.6 และควรวางแผนให้อ่านจบทั้งหมดก่อนสอบประมาณ 1-2 เดือน ไม่ใช่จบในคืนก่อนสอบละคะ ทำโจทย์นั้นสำคัญ นอกจากเนื้อหาที่เราควรอ่านให้จบก่อนสอบ 1-2 เดือนแล้ว การทำข้อสอบก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยอาจทำโจทย์ไปพร้อมกับการอ่าน หรือทำในช่วง 1-2 เดือนที่เหลือจากการอ่านเนื้อหาก็ได้ แต่ต้องทำ เพราะการทำโจทย์นั้นจะทำเหมือนเป็นการลงสนามจริงหลังจากที่อ่านเนื้อหามาอย่างพร้อมแล้ว เพื่อที่จะประเมินว่าเรายังบกพร่องตรงจุดไหน หรือจริงๆแล้วที่เราอ่านมานั้นเราสามารถนำมาใช้ในการทำข้อสอบได้ดีแค่ไหน จะได้ปรับปรุงกันต่อไปไงคะ ท้อได้ แต่อย่าถอย ข้อนี้สำคัญมากนะคะ ในการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นคงเป็นช่วงชีวิตในการเรียนที่หนักที่สุดของน้องๆแล้วละ เพราะต้องแข่งกับนักเรียนทั้งประเทศ หลายครั้งที่อ่านหนังสือน้องๆอาจจะท้อ ซึ่งถ้าหากท้อก็อยากให้หยุดอ่านสักพัก ไปทำกิจกรรมอื่นๆที่อยากทำ และกลับมาอ่านหนังสือต่อ อย่าเพิ่งถอยจนเลิกอ่านไปเลย เพราะระหว่างที่เรากำลังเล่น คนอื่นอาจจะกำลังอ่าน และระหว่างที่เรากำลังอ่าน คนอื่นอาจจะกำลังอ่านมากกว่าก็ได้นะท้อได้ แต่อย่าถอย พี่ๆขอเป็นกำลังใจให้น้องๆทุกคนนะคะ      

    Comments Off on สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนสอบเข้ามหาลัย